วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อ่านไม่ออก...เขียนไม่ได้

กลายเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับสิบปี เกี่ยวกับปัญหาที่เด็กไทยส่วนหนึ่ง "อ่านไม่ออก" และ "เขียนไม่ได้" หรือแม้จะอ่านออกและเขียนได้ แต่ก็จะพบปัญหาว่า "เขียน" หรือ "สะกดคำ" ไม่ถูกต้อง



ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีการพูดถึงกันเลยก็ว่าได้ แต่หลังจาก ศธ. มีนโยบายเดินหน้า "ปฏิรูปการศึกษา" รอบใหม่ โดย "นายจาตุรนต์ ฉายแสง"รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้ประกาศมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่อง และการสื่อสารได้ "นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องไม่มี" โดยกำหนดมาตรการให้สถานศึกษา "ปลอดการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้"

โดยมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปจัดทำ "เครื่องมือ" ทดสอบ เพื่อตรวจสอบ และคัดกรองความสามารถในการอ่านออกเสียง และความเข้าใจของนักเรียนชั้น ป.3 และชั้น ป.6 เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา และหาวิธีแก้ไขให้ตรงจุดที่สุด

โดยได้เริ่มคัดกรองระหว่างวันที่ 9-20 กันยายน ที่ผ่านมา และเร่งรัดพัฒนาครูตามผลประเมินในเดือนตุลาคม เพื่อจัดซ่อมเสริมให้นักเรียนที่มีปัญหาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556

ส่วนปัญหาที่คาดว่าทำให้เด็กไทย อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ น่าจะมาจากหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นที่ "หลักสูตร" เพราะกำหนดให้เด็กเรียนวิชาภาษาไทยน้อยเกินไป วิธีการสอนที่ให้เด็กอ่านเป็นคำ แต่ไม่ได้สอนให้เด็กสะกดคำ ทำให้เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นต้น

โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มั่นใจว่าถ้า สพฐ. กำกับ ติดตาม นิเทศ ให้ความช่วยเหลือครูภาษาไทย และให้ครูมีส่วนร่วมพัฒนาการอ่านของเด็ก เพราะพบว่าหลายโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ คือต้องดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด และต้องสอนแบบเข้มข้น โดยใช้เวลาสอนเพียง 120 ชั่วโมง ก็เปลี่ยนจากเด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นอ่านออกเขียนได้ และสิ่งที่ ศธ. จะเร่งรัดต่อไปหลังเด็กอ่านออก เขียนได้ คือ อ่านรู้เรื่อง และสื่อสารได้ ทาง สพฐ. เองคาดว่าการ "สแกน" นักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ในรอบนี้ จะทำให้รู้ข้อมูลเป็นรายเขตพื้นที่การศึกษา ว่าแต่ละเขตพื้นที่การศึกษามีเด็กอยู่เท่าใดที่มีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จะได้เตรียมความพร้อมครูผู้สอนในช่วงปิดภาคเรียน และเตรียมจัดการซ่อมเสริมได้ทันทีในภาคเรียนที่ 2

โดยตั้งเป้าหมายให้นักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อยู่ในกลุ่มที่ต้อง "ปรับปรุง" ลดลงเป็น "ศูนย์" ภายในสิ้นภาคเรียนที่ 2

อย่างไรก็ตาม การสแกนนักเรียนชั้น ป.3 และชั้น ป.6 ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ใน 181 เขตพื้นที่การศึกษา จาก 183 เขตพื้นที่การศึกษา ที่ได้รายงานมายัง สพฐ. พบว่านักเรียนที่อ่านไม่ได้ และเป็นปัญหา "รุนแรง" ในระดับชั้น ป.6 จำนวน 7,920 คน จากทั้งหมด 441,988 คน คิดเป็น ร้อยละ 1.8 ระดับชั้น ป.3 จำนวน 25,373 คน จากทั้งหมด 442,617 คน คิดเป็น ร้อยละ 5.7

ส่วนนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ อยู่ในระดับ "ปรับปรุง" ในระดับชั้น ป.6 จำนวน 27,943 คน คิดเป็น ร้อยละ 6.3 ระดับชั้น ป.3 จำนวน 43,028 คน คิดเป็น ร้อยละ 9.7 หากแบ่งตามเขตพื้นที่การศึกษาที่มีนักเรียนอ่านไม่ได้มากที่สุด ในระดับชั้น ป.3 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ยะลา ร้อยละ 34.95 สพป.นราธิวาส เขต 2 ร้อยละ 26.25 สพป.นราธิวาส เขต 3 ร้อยละ 26.24 สพป.ปัตตานี เขต 3 ร้อยละ 25.39 สพป.นราธิวาส เขต 1 ร้อยละ 25.12 สพป.ปัตตานี เขต 1 ร้อยละ 23.80 สพป.นครพนม เขต 1 ร้อยละ 22.89 สพป.ยะลา เขต 3 ร้อยละ 21.53 สพป.เชียงใหม่ เขต 3 ร้อยละ 19.08 และ สพป.เชียงใหม่ เขต 5 ร้อยละ 17.27

ส่วนระดับชั้น ป.6 ได้แก่ สพป.ยะลา เขต 2 ร้อยละ 12.77 สพป.นราธิวาส เขต 1 ร้อยละ 10.09 สพป.ปัตตานี เขต 1 ร้อยละ 9.52 สพป.นราธิวาส เขต 3 ร้อยละ 7.56 สพป.นราธิวาส เขต 2 ร้อยละ 6.95 สพป.ปัตตานี เขต 3 ร้อยละ 6.73 สพป.เชียงใหม่ เขต 5 ร้อยละ 6.05 และ สพป.มุกดาหาร ร้อยละ 5.96

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้รับรายงานภาพรวมล่าสุดจาก สพฐ. จำแนกการอ่านออก เขียนได้ ดังนี้ ระดับชั้น ป.3 มีนักเรียนที่อ่านได้ แต่ไม่เข้าใจ ประมาณ 14,600 คน คิดเป็น ร้อยละ 3.2 อ่านได้ เข้าใจบ้าง ควรปรับปรุง ประมาณ 62,000 คน คิดเป็น ร้อยละ 14

เมื่อรวมกับนักเรียนที่อ่านไม่ได้ และกลุ่มที่อ่านได้ แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง มีจำนวนมากถึง 127,300 คน คิดเป็น ร้อยละ 1.59 อ่านได้ เข้าใจบ้าง ควรปรับปรุง ประมาณ 51,580 คน คิดเป็น ร้อยละ 11.6 และเมื่อรวมกับกลุ่มที่อ่านไม่ได้ กับกลุ่มที่อ่านได้ แต่อยู่ในระดับปรับปรุง มีจำนวนมากถึง 73,290 คน แต่เมื่อรวมทั้ง 2 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน จะมีนักเรียนที่อ่านไม่ได้ อ่านได้แต่อยู่ในระดับควรปรับปรุง อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ หรืออ่านได้แต่เข้าใจบ้าง ควรปรับปรุง มีมากกว่า 200,590 คน

ปัญหาดังกล่าว นายจาตุรนต์ ยอมรับว่า "น่าเป็นห่วง" แต่ไม่อยากให้มองเป็นความผิดของ "ใคร" คนใดคนหนึ่ง ไม่อยากให้โทษว่าเป็นความผิดของครู แต่เป็นความผิดพลาดล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยที่อยู่ระหว่างการแก้ไข

ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ "ผู้บริหาร" และ "ครู" ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง และหาแนวทาง "ลด" จำนวนเด็กที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ โดยจะดึง "ผู้ปกครอง" เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

นอกจากปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ของเด็กไทยแล้ว ยังมีอีกหลายปัญหาที่ ศธ. ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งนายจาตุรนต์ได้เตรียมปฏิรูปการสอนภาษาอังกฤษ หลังพบว่า กว่า 90% ผู้เรียนถูกสอนแบบท่องจำคำศัพท์ หรือเน้นไวยกรณ์มากเกินไป ส่วนการพูด หรือเขียนมีน้อยมากจนถึงขั้นไม่มีเลย จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และปฏิรูประบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศขนานใหญ่ ทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล กระบวนการผลิตและพัฒนาครู การใช้สื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

นอกจากนี้ ศธ. ยังต้องเร่งเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนให้ดีขึ้น การจัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน เพื่อรองรับเมื่อจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเสร็จ เพื่อดูแลเกี่ยวกับหลักสูตรขั้นพื้นฐานอย่างถาวร การยกคุณภาพการศึกษาไทย ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา เพื่อให้การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีต่างๆ กระเตื้องขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ล่าสุด "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 ชุด เพื่อให้จัดทำแผนงานให้ชัดเจน และจัดทำเป็นแผนแม่บท เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบให้เชื่อมโยงกันแบ่งเป็น ระยะสั้น ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และบุคลากร

ระยะกลาง คณะทำงานบูรณาการสร้างแรงจูงใจในการสนับสนุนทุนการศึกษาจากภาครัฐ โดยปรับแก้ไขกฎเกณฑ์การให้ทุน ซึ่งอาจเพิ่มทุนการศึกษาในสายอาชีวศึกษาให้มากขึ้น และระยะยาว คณะทำงานปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยมี ศธ.เป็นเจ้าภาพหลัก ก็ต้องจับตาดูว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะขับเคลื่อน "การปฏิรูปการศึกษา" รอบใหม่ ได้สำเร็จหรือไม่!!
ที่มาข้อมูล : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 - 10 ต.ค. 255ุุ
http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=93801

การใช้นวัตกรรมการนิเทศแก้ปัญหาการอ่านการเขียนภาษาไทยของนักเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑

บทความ (Article)


การใช้นวัตกรรมการนิเทศแก้ปัญหาการอ่านการเขียนภาษาไทยของนักเรียน   
Best Practice  รางวัลที่ ๑ ระดับชาติ ปี ๒๕๕๔
ชื่อนวัตกรรม  “คุณธรรมนิเทศ ๕ นำพานักเรียนให้อ่านออกเขียนได้”

๑.ความเป็นมา          สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑   ตระหนักและเห็นความสำคัญจำเป็นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้และการมีนิสัยรัก การอ่านของนักเรียน จึงได้กำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัยรัก การอ่านของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ ประจำปี ๒๕๕๑-๒๕๕๓ ขึ้น  โดยเริ่มดำเนินการในการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านคุณภาพผู้เรียนช่วงชั้นที่ ๑-๔ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา โดยการบริหารคุณภาพการศึกษาของ ๔ อำเภอ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในระดับอำเภอใช้การบริหารรูปแบบ “เครือ ข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา”มีคณะทำงานของเครือข่ายเป็นผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนในอำเภอนั้นๆ เป็นทีมงานในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามกำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔  
  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ โดยกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาได้ดำเนินการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนและนิเทศติดตามในเรื่องการแก้ไขปัญหาของนักเรียนที่อ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำไม่ได้ตามมาตรฐาน โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบ กำหนดขั้นตอนและกระบวนการดำเนินงานชัดเจน  ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย  ทั้งนี้เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้เรียนอ่านออกเขียนได้ตามมาตรฐานที่กำหนดในแต่ละระดับชั้น มีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้  ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมให้เข้มแข็งและยั่งยืนได้
          
๒.นวัตกรรมการนิเทศ
ที่กลุ่มนิเทศได้ดำเนินงาน ได้แก่  คุณธรรมนิเทศ ๕ นำพาให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้”เป็นการใช้กระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ ที่ได้บูรณาการระหว่างแนวคิด ๓ ขั้นตอนการนิเทศ ของศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ และผู้รายงานได้คิดริเริ่มใช้เทคนิคการนิเทศ เรียกว่า “คุณธรรมนิเทศ ๕” ประกอบด้วย   ยิ้ม  ประนม  ก้ม  ขาน  การให้   ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่แสดงถึงความเป็นกัลยาณมิตรที่จะก่อให้เกิดผลดีในการ ทำงานระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ   โดยนำมาใช้ใน  ๓ ขั้นตอนการนิเทศดังกล่าว  สร้างเป็นรูปแบบ(Model)ขึ้นและนำมาใช้ในการดำเนินงาน  จนปรากฏต่อสถานศึกษา ผู้รับการนิเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
                                        ขั้นตอนที่ ๑ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้กับผู้รับการนิเทศ   
ขั้นตอนที่ ๒ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ทำได้จริงกับผู้รับการนิเทศ                                 ขั้นตอนที่ ๓ ติดต่อสื่อสารสม่ำเสมอ 
ขั้นตอนที่ ๑  สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้กับผู้รับการนิเทศ    ได้แก่ ครูผู้สอน ผู้บริหาร และศึกษานิเทศก์ ด้วยการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แจ้งจุดมุ่งหมาย กำหนดแผนงาน แนะนำ สาธิต ฝึกปฏิบัติ ทำแผนการจัดการเรียนรู้  ผลิตสื่อ การวิจัยในชั้นเรียน และแผนการนิเทศ ฯลฯ 

ขั้นตอนที่ ๒  แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ทำได้จริงกับผู้รับการนิเทศ ที่เน้นการสร้างเครือข่าย ได้แก่ ครูเครือข่าย ผู้บริหารเครือข่าย  ศึกษานิเทศก์เครือข่าย ทดลองปฏิบัติจริง ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้เอกสาร/สื่อ ให้คำปรึกษา แนะนำ ครูผู้สอนขยายเครือข่ายกว้างขึ้น

ขั้นตอนที่ ๓  ติดต่อสื่อสารสม่ำเสมอ ด้วยการนิเทศ ติดตาม  เยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่อง ช่วยกันแก้ปัญหา และให้กำลังใจ 

๓.การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน
  ความสำเร็จของการนิเทศที่เกิดขึ้น ได้กำหนดเงื่อนไข คือ 
(๑) การอาสาปฏิบัติ 
(๒) ร่วมคิดร่วมทำ 
(๓) สร้างความเป็นมิตร  
(๔) ทำงานเป็นทีม 
(๕) ไม่มุ่งเน้นปริมาณ    
ดังนั้นจึงมีการร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่  ศึกษานิเทศก์กลุ่มสาระภาษาไทย ๓ คน  ศึกษานิเทศก์ทุกคนในกลุ่มนิเทศฯ  รวม ๑๑ คน   ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัย รักการอ่านของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศ   กลุ่มครูผู้สอนภาษาไทย ๕๙๔ คนและสาระอื่นๆ ๘๖๐ คน จากสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา รวม ๙๓ คน กลุ่มผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษาที่ร่วมพัฒนา  ในปัจจุบันได้พัฒนาเป็นเครือข่ายการเรียนรู้อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ
 

๔.การใช้ปัจจัยสู่ความสำเร็จ 

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่ คุณธรรมนิเทศ ๕ ที่ผู้รายงานได้ใช้โดยตลอด ในกระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ ได้แก่
(๑)ยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใสเพื่อสร้างสัมพันธ์ไมตรีอันดีระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ 
(๒)ประนม ให้ความเคารพด้วยการประนมมือไหว้จนเป็นนิสัย เป็นคุณลักษณะที่ผู้นิเทศควรกระทำเพื่อการเป็นตัวอย่างที่ดีงาม
(๓)ก้ม อ่อนน้อมถ่อมตนด้วยความจริงใจและนุ่มนวล   เพื่อก่อให้เกิดมิตรไมตรีในการประสานงาน การนิเทศ
(๔)ขาน  ใช้คำพูดสุภาพ จริงใจ และสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกที่ดีต่อกัน พร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจขจัดปัญหาต่างๆและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามแก่ เด็ก   เน้นการพูดกระตุ้นให้ครูคิดหาวิธีการ/แนวทางในการทำงานด้วยตนเอง 
(๕)การให้ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ยิ่งให้ยิ่งได้ได้ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ได้แก่ ให้ความรู้ ให้คำแนะนำ ให้เวลา ให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้สื่อ  ให้ความเป็นมิตร ให้การแบ่งปัน และ ให้อภัย เป็นต้น   ซึ่งส่งผลให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดีอย่างยิ่ง ปรากฏผลเชิงประจักษ์ชัดเจน

๕.แนวทางการพัฒนาต่อยอด ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน
  กลุ่มนิเทศได้กำหนดภาพความสำเร็จในอนาคต ๓ ประการ คือ
(๑)คุณภาพของครูผู้สอน  
(๒)คุณภาพการจัดการเรียนรู้ 
(๓)คุณภาพผู้เรียนที่อ่านออก คิดเป็น เขียนได้สู่คุณภาพสังคมไทย  พร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
 ๖.การวางแผนต่อยอด ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖ ดังนี้
๖.๑ จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ ปี พ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕๘   (เดิมที่ได้จัดทำคือ แผนพัฒนาฯ ฉบับปี พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๓) โดยปรับเพิ่มนโยบาย/มาตรการ/กลยุทธ์/การดำเนินงาน ในเรื่องต่อไปนี้ คือ
     ๑.๑ การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑
     ๑.๒ จุดเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สพฐ. ๑๐ ประการ พศ.๒๕๕๔-๒๕๕๖
     ๑.๓ การเตรียมพร้อมในการใช้ภาษาไทยและการสร้างนิสัยรักการอ่านอย่างยั่งยืนสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ.๒๕๕๘
๖.๒.ใช้กระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ โดยใช้คุณธรรมนิเทศ ๕ ที่ได้คิดริเริ่มขึ้นต่อไป โดยเพิ่มวิธีการ Coaching ในการนิเทศ    เน้นการกระตุ้นให้ครูผู้สอนแสวงหาแนวทางและวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้านการอ่าน คิด เขียน และการเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่าน ให้ครบเต็มพื้นที่ร้อยละ ๑๐๐ 
๖.๓.ใช้กระบวนการกัลยาณมิตรนิเทศ โดยใช้คุณธรรมนิเทศ ๕ ที่ได้คิดริเริ่มขึ้นต่อไป ใช้รูปแบบการจัดการความรู้ (KM : Knowledge Management)  รวม ๗ ขั้นตอน คือ 
(๑)การบ่งชี้ความรู้ ถึงความรู้ที่จะเป็นประโยชน์แก่องค์การและผู้ที่มีความรู้ โดยอิงจากยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายขององค์กรได้แก่แผนกลยุทธ์ของสพฐ.และ สพป.เชียงใหม่ เขต ๑    
(๒)การสร้างหรือแสวงหาความรู้ ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความรู้ที่เป็นประโยชน์ 
(๓)การจัดหมวดหมู่ความรู้ให้เป็นระบบสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสามารถอ้างอิงได้ 
(๔)การประมวลและกลั่นกรององค์ความรู้ ให้สามารถเข้าใจได้ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน กลั่นกรองความรู้ให้ถูกต้อง ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน 
(๕)การเข้าถึงความรู้ :โดยเตรียมระบบการเข้าถึงความรู้ที่เหมาะสมเพื่อให้บุคลากรในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ได้อย่างสะดวก รวดเร็วและในเวลาที่ต้องการ 
(๖)การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ : 
(๗)การเรียนรู้นำไปใช้งาน ให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

๗.การนำไปใช้ในสถานศึกษาอื่นและเผยแพร่ในวงกว้าง
 ปัจจุบันผู้รายงานและกลุ่มนิเทศ มีเครือข่าย ดังนี้
๗.๑ มีเครือข่ายบุคคล
 ได้แก่ ครูผู้สอนภาษาไทยทุกคน ใน ๙๓ โรงเรียนในสังกัดสพป.เชียงใหม่ เขต ๑ และ สพป.อื่นๆ เครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาใน
สังกัด และสพป.อื่น ๆ ทั่วประเทศ 
๗.๒ มีเครือข่ายองค์กร
 ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัด สังกัด สพป.เชียงใหม่เขต ๑-๖และ สพป.อื่นๆทั่วประเทศ รวมทั้งสถานศึกษาสังกัดเทศบาล ผ่านเว็บไซต์
ของสพป.เชียงใหม่ เขต ๑ กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้  และการติดต่อทางอีเมล์   auon10@gmailmail.com
มีสมาชิกเครือข่ายในเว็บไซต์ต่างๆ ดังนี้
  • เว็บไซต์ Gotoknow คือ บ้านภาษาไทย , คลินิกเพื่อใจเพื่อนครู, Home School, เล่าขานการศึกษาไทย
  • เว็บไซต์ครูบ้านนอกดอทคอม 
  • เว็บไซต์ของนางวัชราภรณ์ วัตรสุข(ผู้รายงาน)และบล็อกใน Google  รวม ๖ บล็อก คือ (๑)นิเทศออนไลน์ By ศน.อ้วน (๒)คุณธรรมนิเทศ  
  • (๓) บ้านน้ำใสใจจริง 
    (๔) สิตะวัน 
    (๕) อ่านเอาเพื่อน 
    (๖)เมื่อดอกรักบาน
  • Face Book กลุ่ม (๑) รวมคนรักภาษาไทย 
    (๒) รักธรรมะ รักธรรมชาติ และ รักอ่าน


วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

ความหมายขององค์การแห่งการเรียนรู้องค์การแห่งการเรียนรู้ หมายถึง องค์การที่สนับสนุนและส่งเสริมให้บุคคลและกลุ่มบุคคลในองค์การสามารถเรียนรู้และสร้างความรู้เพื่อเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่องและมีสมรรถนะ โดยอาศัยการทำงานร่วมมือกัน เรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และความรู้ร่วมกัน ตลอดจน ร่วมกันพัฒนาความคิดและสรรค์สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้อย่างเป็นระบบและอย่างมีวิจารณญาณ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาความก้าวหน้าในการดำเนินกิจการขององค์การไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างมีสมรรถนะ (Senge, 1990 ; Marquardt, 1996 : อ้างถึงใน บุญส่ง� หาญพานิช, 2546)
หลักการพื้นฐานสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้เซงกี้ (Senge, 1990) ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์ของการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ ได้เสนอหลัการพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาองค์การสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ไว้ 5 ประการ ดังนี้ (บุญส่ง หาญพานิช, 2546)
  1. การคิดที่เป็นระบบ (system thinking) คือ สร้างกรอบความคิดซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้และกระบวนการคิด ศึกษาเหตุผลและการค้นหาคำตอบอย่างมีพิจารณญาณ
  2. ความสามารถของบุคคล (personal mastery) คือ ความกระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น อยากทดลองทำสิ่งใหม่ สร้างวิสัยทัศน์แห่งตน ตระหนักรู้ว่าตนเองอยู่ห่างจากเป้าหมายของตนมากน้อยเพียงไรเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ไปถึงเป้าหมายนั้น ใฝ่ใจที่จะพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศ
  3. กรอบความคิดภายใน (mental models) คือ การรับรู้สิ่งต่าง ๆ หรือประสบการณ์ทั้งปวงที่เป็นรากฐานฝังลึกในตัยบุคคล มีรูปแบบวิธีการคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง เนื่องมาจากการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้และวิสัยทัศน์ ไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่าที่ล้าสมัย เพียรพัฒนารูปแบบความคิดความเชื่อใหม่ให้สอดคล้องกับความแปนเปลี่ยนไปของโลก เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์การ
  4. การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (building share vision) คือ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด และโลกทัศน์ของบุคลในองค์การ เพื่อนำไปสู่การเป็นวิสัยทัศน์หลักร่วมกันขององค์การ โดยทุกคนในองค์การควรมีส่วนร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์นี้ ช่วยกันสร้างภาพอนาคตของหน่วยงานที่ทุกคนจะทุมเท ผนึกแรงกาย แรงใจ ทำให้บรรลุเป้าหมายองค์การ
  5. การเรียนรู้ทีม (team learning) คือ การเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีมบุคคลในองค์การ อย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ของบุคคลในทีมซึ่งทำให้บุคคลมีความรู้เพิ่มขึ้น พัฒนาภูมิปัญญาและศักยภาพของทีมงานโดยรวม มีการนำเอาความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญของแต่ละบุคคลมาผสมผสานเสริมกัน เพื่อให้งานที่ทำร่วมกันบรรลุผลสูงสุดตามเป้าหมาย
จากแผนภูมิแสดงให้เห็นว่า ระบบความคิดเป็นตัวกลางเชื่อมโยงหลักการทั้งหมดเข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถของบุคคลและกรอบความคิดภายในบุคคล จะทำให้เกิดการพัฒนาระดับบุคล (individual) ความสัมพันธ์ระหว่างการมีวิสัยทัศน์ร่วมกันและการเรียนรู้ทีมก่อให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมและร่วมมือกันทำงาน (collective) ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถของบุคลและการใช้วิสัยทัศน์ร่วมจะนำไปสู่ปณิธานและเป้าหมายในตัวบุคคล (aspiration) และความสัมพันธ์ระหว่างกรอบความคิดภายในของบุคคลกับการเรียนรู้ทีมเกิดขึ้นจากการสนทนาติดต่อสื่อสารกัน(conversation)
คุณลักษณะสำคัญขององค์การแห่งการเรียนรู้ (Marquardt, 1996)
  1. การตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดเวลา
  2. การบูรณาการการเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานอย่างมีกลยุทธ์
  3. การยกย่องให้รางวัลในความสำเร็จ และมองความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้
  4. การมีระบบการสื่อสารที่ดี ทำให้เข้าถึงความรู้ สะดวก คล่องตัวและยืดหยุ่น
  5. การจัดการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง
  6. การปรารภนาในคุณภาพและการปรับปรุงแก้ไข
  7. การบริหารโดยใช้หลักประชาธิปไตย
  8. การส่งเสริมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์
การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ การบริหารเพื่อให้สมาชิกทุกคนในองค์การมีจิตสำนึกในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและกลุ่มอย่างต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนและใช้ประสบการณ์ร่วมกัน ร่วมกันแสวงหาภูมิปัญญาและสรรสร้างกิจกรรมที่มีคุณค่าแก่องค์การ โดยมีการดำเนินการพัฒนาในสิ่งต่อไปนี้ (Senge, 1990 ; Marquardt, 1996 : อ้างถึงใน บุญส่ง หาญพานิช, 2546)
  1. การกำหนดพันธกิจ
  2. เชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับการดำเนินการ
  3. ประเมินศักยภาพของระบบการเรียนรู้
  4. สื่อสารวิสัยทัศน์ในองค์การแห่งการเรียนรู้
  5. สร้าง ตระหนักถึงความสำคัญของการคิดที่เป็นระบบและการกระทำ
  6. เรียนรู้กลยุทธ์
  7. เรียนรู้ภาวการณ์เป็นผู้นำ
โดย… วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล
ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
เอกสารอ้างอิง
  • บดินทร์ วิจารณ์. การจัดการความรู้ สู่…ปัญญาปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร : เอ็กซเปอร์เน็ท, 2547.
  • บุญส่ง หาญพานิช. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการความรู้ในสถาบันอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.
  • วรภัทร์ ภู่เจริญ. องค์กรแห่งการเรียนรู้ และการบริหารความรู้. กรุงเทพมหานคร : อริยชน, 2548.
  • สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แนวปฏิบัติการจัดการความร ูสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา. กรุงเทพ : 2549.
  • Senge, Peter M. The fifth discipline : the art and practice of the learning organization. New York : Currency, 2006.
    Marquardt, Michael J. Building the learning organization. Palo Alto : Davies-Black, 2002.

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เป้าหมายการส่งเสริมการอ่านของ สพฐ. ปี 2555-2561

เป้าหมายการส่งเสริมการอ่านของ สพฐ. ปี 2555-2561 

เป้าหมายการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ปีงบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๖๑

คุณภาพผู้บริหาร
เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๖๑
. ผู้บริหารสามารถบริหารแผนงาน โครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
. ผู้บริหารเป็นผู้นาในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและส่งเสริมการใช้ห้องสมุด
. ผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการอ่านและการใช้ห้องสมุด


 เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๕
. ผู้บริหารจัดให้มีแผนงาน โครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด ที่สนองแผนงานส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและพัฒนาห้องสมุด (๑ ป ๔ ส) ในแผนปฏิบัติงานประจาปีของโรงเรียน
. ผู้บริหารกำหนดโครงสร้างการบริหารงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด ในรูปของคณะกรรมการ
. ผู้บริหารส่งเสริม สนับสนุน จัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์ และทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุด ที่เหมาะสมและเพียงพอ
. ผู้บริหารนิเทศ กากับ ติดตาม และประเมินผลการดาเนินงานส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นไปตามเป้าหมาย
. ผู้บริหารสร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด
. ผู้บริหารเป็นผู้นาในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการใช้ห้องสมุด
. ผู้บริหารมีนิสัยรักการอ่านและใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาตนเองและพัฒนางาน

คุณภาพครู
เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๖๑
. ครู บรรณารักษ์หรือผู้ที่ทาหน้าที่บรรณารักษ์สามารถบริหารงานห้องสมุดและจัด กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
. ครู ผู้สอนและครูบรรณารักษ์หรือผู้ที่ทาหน้าที่บรรณารักษ์มีสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่มีคุณภาพและหลากหลาย
. ครูผู้สอนบูรณาการการอ่านกับการจัดการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
. ครูผู้สอนและครูบรรณารักษ์หรือผู้ที่ทาหน้าที่บรรณารักษ์ ศึกษา วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการส่งเสริม นิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด


เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๕
. ครู บรรณารักษ์หรือผู้ที่ทาหน้าที่บรรณารักษ์ทุกคนได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถในการดาเนินงานห้องสมุดและการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
. ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ใช้สื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน
. ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้
. ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มีการบูรณาการการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง
โดยใช้แหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
. ครูบรรณารักษ์หรือผู้ที่ทาหน้าที่บรรณารักษ์จัดทาสรุปและรายงานผลการจัดกิจกรรมส่งเสริม
นิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๖๑
. นักเรียนทุกคนมีจิตสานึกและเห็นคุณค่าของการใช้ห้องสมุด และทรัพยากรสารสนเทศ
. นักเรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีนิสัยรักการอ่านอย่างยั่งยืนและเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
. นักเรียนมีความสามารถในการประเมิน เลือกรับ และใช้ประโยชน์จากสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม
. นักเรียนมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๕
. นักเรียนทุกคนมีเป้าหมายในการอ่าน คิดรูปแบบ กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่สอดคล้องกับภูมิสังคมของตนเอง
. นักเรียนใช้ห้องสมุดเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ต่อปี และร่วมกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านด้วยความเต็มใจอย่างสม่าเสมอ
. นัก เรียนอย่างน้อยร้อยละ ๗๕ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและแหล่งเรียนรู้ในการแสวงหาความรู้ด้วยตน เองอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
. นักเรียนใช้เวลานอกเวลาเรียนในการอ่านหนังสือเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ ๖๐ นาที
. นักเรียนเลือกอ่านหนังสืออื่นนอกจากหนังสือแบบเรียนเฉลี่ยอย่างน้อยคนละ ๒๐ เล่มต่อปี

คุณภาพโรงเรียน
เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๖๑
. โรงเรียนทุกแห่งมีห้องสมุด ๓ ดี ที่ทันสมัยและมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานห้องสมุดและตัวบ่งชี้ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
. ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของโรงเรียนและให้บริการแก่ผู้ปกครองและชุมชน

เป้าหมาย ปีงบประมาณ ๒๕๕๔-๒๕๕๕
. โรงเรียน ในเขตพื้นที่การศึกษาอย่างน้อยร้อยละ ๓๐ พัฒนาห้องสมุดให้เป็นห้องสมุด ๓ ดี ที่ทันสมัยและมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานห้องสมุดและตัวบ่งชี้ของสานักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ สามารถเป็นต้นแบบได้
. โรงเรียนทุกแห่งมีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้
. โรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาอย่างน้อยร้อยละ ๓๐ มีห้องสมุดที่เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อให้บริการแก่ผู้ปกครองและชุมชน
. โรงเรียนทุกแห่งมีภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด

การประเมินโครงการ

อัญชลี ธรรมะวิธีกุล
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
28 เมษายน 2552
1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการประเมินโครงการ
การประเมินโครงการเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารโครงการ การประเมินโครงการเป็นกระบวนการที่ให้ข้อมูลย้อนกลับ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงานของโครงการให้มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น ทำให้ทราบข้อบกพร่อง จุดเด่น จุดด้อยของโครงการ และทราบว่าโครงการได้บรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมายเพียงใด และช่วยให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการนำไปใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนิน โครงการได้ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
1.1 ความหมายของการประเมินโครงการ
การประเมินโครงการ คือ กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบและนำผลมาใช้ในการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิผลของ การดำเนินโครงการจากความหมายดังกล่าว สรุปได้ดังนี้
1) การประเมินโครงการเป็นกระบวนการที่จัดทำขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลความจริง (Fact) ที่เชื่อถือได้
2) การประเมินโครงการจุดประสงค์ที่สำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ของโครงการ
1.2 จุดมุ่งหมายของการประเมินโครงการ
1) เพื่อการหาข้อมูลต่างๆนำมาใช้ในการวางแผนโครงการ
2) เพื่อหาข้อมูลต่างๆนำมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงานของโครงการ
3) เพื่อหาข้อมูลที่แสดงถึงผลสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการ
4) เพื่อหาข้อมูลต่างๆที่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของโครงการ
1.3 ประโยชน์ของการประเมินโครงการ
1) ช่วยให้ได้ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการกำหนดโครงการ การตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินโครงการ ตลอดจนความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการ
2) ประเมินปัจจัยหรือทรัพยากร (Input Evaluation)
3) ประเมินกระบวนการ (Process Evaluation)
4) ประเมินผลผลิตหรือผลลัพธ์ (Product Evaluation)
2. CIPP Model เป็นแบบจำลองที่เน้นการประเมินเพื่อนำสารสนเทศมาใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งมีนิยามของการประเมินว่าเป็นกระบวนการของการวิเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่ง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจในทางเลือกต่างๆที่มีอยู่
ความสำคัญของแบบจำลอง CIPP เป็นกลไกในการให้ข้อมูลย้อนกลับที่จำเป็นมายังโครงการ ซึ่งจะทำให้มีสารสนเทศที่จำเป็นต่อการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง ข้อสมมุติเบื้องต้น 4 ประการของแบบจำลอง CIPP มีดังนี้
1. การประเมินเป็นบริการสนเทศเพื่อการตัดสินใจที่ควรให้สารสนเทศที่จำเป็นต่อผู้ตัดสินใจ
2. การประเมินเป็นวงจรและกระบวนการที่มีความต่อเนื่องที่ต้องดำเนินการประเมินโครงการทั้งหมดอย่างเป็นระบบ
3. กระบวนการประเมิน มี 3 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์ การบรรยาย สิ่งที่ต้องการประเมิน การได้มาซึ่งข้อมูล และการใช้ประโยชน์ของข้อมูลเพื่อการตัดสินใจปรับปรุงและพัฒนางาน โครงการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำหรับวิธีการประเมิน
4. ขั้นตอนการวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจทางเลือกต่างๆ ในกระบวนการประเมินกิจกรรมที่ต้องการทำร่วมกันระหว่างนักประเมินที่เป็นผู้ รับผิดชอบโครงการและผู้ตัดสินใจ
3.รูปแบบการประเมิน
มโนทัศน์เบื้องต้นของแบบจำลอง CIPP นั้นประเภทของการตัดสินใจที่แตกต่างกันจำเป็นต้องใช้สารสนเทศในการตัดสินใจ ที่แตกต่างกันด้วยแบบจำลองนี้ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. การประเมินสภาวะแวดล้อมหรือบริบท (Context Evaluation) เป็นการประเมินที่ช่วยตัดสอนใจเลือกวัตถุประสงค์ของโครงการที่จะดำเนินการ
2. การประเมินปัจจัยหรือทรัพยากร (Input Evaluation) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดกับทรัพยากร ที่มีอยู่และเป็นทางเลือกที่มีโอกาสทำให้บรรลุวัตถุประสงค์มากที่สุด
3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการประเมินขณะที่นำโครงการที่วางแผนไว้ไปปฏิบัติพร้อมกับการปรับปรุง การดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ
4. การประเมินผลผลิตหรือผลลัพธ์ (Product Evaluation) เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงปรับขยายหรือล้มเลิกโครงการ
แผนภูมิ แสดงความสัมพันธ์ของประเภทการประเมินและประเภทของการตัดสินใจตามรูปแบบ CIPP
2009-04-28-01
จากแผนภูมิ สรุปสาระความสัมพันธ์ของการประเมินผลและประเภทของการตัดสินใจดังรายละเอียดต่อไปนี้
1) การประเมินสภาวะแวดล้อมหรือบริบท (Context Evaluation) เป็นการประเมินโครงการที่เกี่ยวกับนโยบาย ปรัชญา เป้าหมาย แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม ความต้องการของบุคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแรงกดดันทางการเมือง สารสนเทศที่ได้ใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนในการกำหนดวัตถุ ประสงค์ของโครงการ/กิจกรรม ที่เหมาะสมต่อไป
2) การประเมินปัจจัยหรือทรัพยากร (Input Evaluation) เป็นการตรวจสอบความพร้อมของปัจจัยเบื้องต้นต่างๆ เช่น บุคลากร งบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ สถานที่ เป็นต้น เป็นการประเมินเพื่อมุ่งเน้นว่ามีปัจจัยพร้อมมูลที่จะดำเนินการหรือไม่ แผนหรือโครงการที่เสนอเหมาะสมหรือไม่ ควรปรับปรุงตรงไหนสารสนเทศที่ได้ใช้ประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้าง เพื่อวางแผนการจัดโปรแกรมหรือแผนการดำเนินงานที่เหมาะสมที่สุด เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
3) การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการประเมินผลขณะดำเนินงาน หรือประเมินในเชิงความก้าวหน้า หรือประเมินเพื่อปรับปรุงโครงการในวงจรการบริหารโครงการศึกษาปัญหาและ อุปสรรค จุดเด่น จุดด้อย เป็นการประเมินเพื่อหาสาเหตุ การประเมินเป็นระยะๆ เพื่อส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายของโครงการนั่นเอง สารสนเทศที่ได้นำมาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ การควบคุมหรือปรับปรุงแก้ไข วิธีการต่างๆให้เหมาะสมทันท่วงที ขณะที่โครงการกำลังดำเนินอยู่
4) การประเมินผลผลิตหรือผลลัพธ์ (Product Evaluation) เป็นการประเมินผลหลังจากดำเนินงานสิ้นสุดลง ซึ่งประกอบการประเมินผลลัพธ์ (Output Evaluation) โดยพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิต เปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของโครงการ การนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานอีกส่วนหนึ่ง คือผลกระทบ (Impact) สารสนเทศที่ได้นำมาตัดสินคุณค่าของผลผลิตของโครงการทั้งในด้านปริมาณและ คุณภาพ เพื่อที่จะตัดสินใจว่า ควรจะคงไว้ ปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือล้มเลิกโครงการ
การประยุกต์ใช้การประเมินเพื่อการตัดสินใจ ตามแบบจำลอง CIPP มาใช้ในการประเมินโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการจะต้องดำเนินการประเมินโครงการอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาใช้ในการตัดสินใจ ปรับปรุง และพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การประเมินผลงานเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการบริหารโครงการโดยดำเนินการดังนี้
1) ประเมินก่อนเริ่มโครงการ ผู้ปฏิบัติงานควรทำการประเมินสภาวะแวดล้อมและปัจจัยเบื้องต้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดสินใจเลือกวัตถุประสงค์ของโครงการ ตรวจสอบความเหมาะสมความสมเหตุสมผลของการวางแผนดำเนินโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการที่จะนำไปปฏิบัติ คุณภาพของโครงการรวมทั้งตรวจสอบโอกาส ที่โครงการนั้นจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายการประเมินเพื่อตัดสินใจ หรือหาข้อมูลสรุปสำหรับการตัดสินใจเลือกโครงการ บางครั้งเรียกว่า “การวิเคราะห์โครงการ” ในขั้นนี้เน้นพิจารณาใน 3 เรื่องใหญ่ คือ
1.1) ความเหมาะสมของโครงการที่จะดำเนินการประเมิน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความจำเป็นของโครงการ ศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ ความพร้อมทางการบริหารโครงการ ความพร้อมในการสนับสนุนทางด้านทรัพยากร โดยเฉพาะความเป็นไปได้ทางการเงิน กำลังคน วัสดุ และการจัดการ
1.2) การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการดำเนินโครงการ
1.3) การศึกษาและคาดหวังถึงผลประโยชน์ หรือสิ่งที่อาจตามมาจากการดำเนินโครงการนั้นทั้งในระยะเริ่มโครงการและในขณะดำเนินโครงการ
2) การประเมินในระหว่างการดำเนินงาน เป็นการดำเนินงาน เมื่อนำโครงการที่วางแผนไว้ไปปฏิบัติ โดยผู้รับผิดชอบโครงการควรศึกษาจุดเด่น จุดด้อยการดำเนินงาน เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้หรือไม่ มีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคนั้น มีวิธีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร จะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที
3) การประเมินหลังการดำเนินงาน เป็นการประเมินที่ผู้รับผิดชอบโครงการต้องตอบคำถามที่ว่าโครงการประสบความ สำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ผลจากโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ผลการดำเนินงานคุ้มค่าหรือไม่ เกิดผลกระทบอะไรกับโครงการบ้าง เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจว่าควรดำเนินโครงการนี้ต่อไป หรือปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น หรือล้มเลิกโครงการนี้
2009-04-28-02
4. ขั้นตอนการประเมินโครงการ
ในการประเมินขั้นตอนการประเมินแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน (สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ : 2544) ดังต่อไปนี้
แผนภูมิ : แสดงวงจรระเบียบวิธีการประเมิน
2009-04-28-03
ขั้นที่ 1
กำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมิน ในขั้นตอนนี้ ผู้ประเมินจะดำเนินการดังนี้
  • 1.1 ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหนือสิ่งที่มุ่งประเมินกับวัตถุ ประสงค์หลักการของโครงการ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ใครบ้างที่ต้องหารใช้ผลประเมินนี้
  • 1.2 สัมภาษณ์ผู้บังคับบังชาของผู้ประเมิน และกลุ่มผู้ใช้ผลประเมิน เกี่ยวกับความต้องการใช้ผลประเมิน ต้องการใช้เมื่อใด ต้องการสารสนเทศในประเด็นใดบ้าง
  • 1.3 จากข้อมูล 1.1 และ 1.2 กำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการประเมิน เป็นที่น่าสังเกตว่าวัตถุประสงค์ของการประเมิน เป็นผลมาจากการศึกษาความต้องการของผู้ใช้ผลประเมิน และจากวัตถุประสงค์หลักของโครงการ หรือสิ่งที่มุ่งประเมิน
ขั้นที่ 2
วางแผนการประเมิน เมื่อกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์การประเมินแล้ว นำวัตถุประสงค์ของการประเมินในแต่ละข้อมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการประเมิน แล้วกรอกลงในแบบวางแผนประเมินดังนี้
วัตถุประสงค์ของการประเมิน :
ประเภทของการประเมิน
ประเด็นคำถาม
แหล่งที่มาของข้อมูล
เวลาที่เก็บข้อมูล
วิธีการเก็บข้อมูล
วิธีวิเคราะห์ข้อมูล
           
จากวัตถุประสงค์ของการประเมิน ผู้ประเมินนำมาวิเคราะห์ว่าเป็นประเภทไหนของการประเมิน เช่น ประเมินสภาวะแวดล้อม ประเมินปัจจัยเบื้องต้น ประเมินกระบวนการ การประเมินผลผลิต ฯลฯ ประเด็นคำถามเพื่อจะได้ช่วยให้เก็บข้อมูลอย่างครบถ้วน แหล่งที่มาของข้อมูลที่ต้องการอาจมาจากผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้สังเกตการณ์ เอกสาร หรือผลการปฏิบัติต่างๆ ช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล แบ่งเป็น 3 ช่วง ก่อนการดำเนินโครงการ และขณะโครงการดำเนินโครงการอยู่และเมื่อสิ้นสุดโครงการ
ขั้นที่ 3
ดำเนินการประเมินตามแผน เมื่อจัดทำแผนการประเมินเรียบร้อยแล้ว จะเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงต่างๆโดยเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่ระบุไว้ในแผน การประเมิน
ขั้นที่ 4
วิเคราะห์ข้อมูล แจงนับรวบรวมข้อมูล เพื่อทำการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการประเมินแต่ละข้อ แล้วสรุปว่าวัตถุประสงค์นั้นๆบรรลุหรือไม่ เพียงใด มีปัญหา หรืออุปสรรคอย่างไรบ้าง
ขั้นที่ 5
รายงานผลการประเมิน โดยทั่วไปรายงานการประเมินผลมักจะทำเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปของรายงาน ซึ่งอาจแบ่งเป็นรายงานรวมฉบับเดียว หรือการประเมินผลโครงการ และการติดตามผลหรือแยกเป็นรายงาน 2 ฉบับ คือ รายงานการประเมินผลโครงการหลังจากเสร็จสิ้นการดำเนินงาน โดยยังไม่ได้ดำเนินการติดตามผล และรายงานการติดตามผล หลังจากสิ้นสุดโครงการไปแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน
สำหรับรูปแบบของรายงานการประเมินโดยทั่วไป จะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 7 ส่วน คือ
1. สรุปสาระสำคัญสำหรับผู้บริหาร
2. บทนำ
3. ระเบียบวิธีการประเมิน
4. ผลการวิเคราะห์
5. สรุปผลการประเมินและข้อเสนอแนะ
6. บรรณานุกรม
7. ภาคผนวก ซึ่งประกอบด้วย ตัวโครงการหรือสิ่งที่มุ่งประเมิน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล สูตร สถิติ ข้อมูลพื้นฐาน เป็นต้น
5. การเขียนโครงการประเมิน
โครงการประเมิน คือ แผนการประเมิน ซึ่งเป็นการเสนอกรอบความคิดในการประเมินว่า ทำไมต้องประเมิน ประเมินเพื่อใคร ประเมินอะไร ประเมินอย่างไร ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ประเมินเมื่อไรและใช้ทรัพยากรมากน้อยเพียงไร
5.1 ความสำคัญของการเขียนโครงการประเมิน
1) เป็นการวางแผนสำหรับดำเนินงานอย่างมีขั้นตอน และมีระบบแบบแผน
2) เป็นพิมพ์เขียวของการดำเนินงานเพื่อประเมินโครงการ
3) เป็นข้อสัญญาที่ผู้ประเมินจะต้องปฏิบัติ
4) ช่วยในการประมาณการค่าใช้จ่าย แรงงาน และระยะเวลาของการประเมิน
5) เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอนุมัติหรือการให้ทุนสนับสนุนการประเมิน
6) ช่วยให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการประเมินได้
5.2 กรอบความคิดของการเขียนโครงการประเมิน
1
ประเมินทำไม หลักการและเหตุผลของการประเมิน
2
ประเมินเพื่อใคร ใครคือผู้ใช้ผลการประเมิน
3
ประเมินอะไร วัตถุประสงค์ของการประเมิน
4
ประเมินอย่างไร การออกแบบวิธีการประเมิน
5
ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมิน
6
ประเมินเมื่อไร กำหนดการของกิจกรรมและระยะเวลา
7
ใช้ทรัพยากรมากน้อยเพียงไร งบประมาณการประเมิน
5.3 โครงสร้างการเขียนโครงการประเมิน
1) ชื่อโครงการประเมิน
2) ผู้เสนอโครงการ/ผู้รับผิดชอบ/หน่วยงานที่รับผิดชอบ
3) ปีที่ทำการประเมิน
4) ความเป็นมาของการประเมิน/เหตุผลที่ต้องประเมิน
5) วัตถุประสงค์ของการประเมิน
6) ขอบเขตของการประเมิน
- โครงการที่มุ่งประเมิน/สาระโดยสรุป
- ตัวแปร/รายการที่ศึกษา
7) ข้อตกลงเบื้องต้น
8) คำจำกัดความที่ใช้ คำจำกัดความที่เกี่ยวข้อง
9) ข้อจำกัดของการประเมิน (ไม่จำเป็นจะไม่เขียนยกเว้นกรณีวิกฤต)
10) แนวทางการดำเนินงาน
- แหล่งข้อมูล/กลุ่มตัวอย่าง
- เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือ
11) งบประมาณที่ใช้
12) แผนการเผยแพร่ผลการประเมิน/การนำเสนอผลการประเมิน
13) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
14) ปฏิทินการปฏิบัติงาน
15) บรรณานุกรม
16) ภาคผนวก
เอกสารอ้างอิง
การศึกษานอกโรงเรียน. กรม. การประเมินโครงการศึกษานอกโรงเรียน. กรุงเทพมหานคร : กองแผนงาน กรมการศึกษานอกโรงเรียน, 2536. เอกสารอัดสำเนา (เอกสารนำเสนอประกอบการอบรมการประเมินโครงการการศึกษานอกโรงเรียน)
สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. วิธีวิทยาการประเมินศาสตร์แห่งคุณค่า. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2544. กรุงเทพมหานคร : กรมการศึกษานอกโรงเรียน. ม.ป.ป., เอกสารอัดสำเนา
***************************

อ้างอิงบทความนี้
อัญชลี ธรรมะวิธีกุล: http://panchalee.wordpress.com/2009/04/28/project-evaluation1/

CIPP Model : รูปแบบการประเมินผลโครงการ

ผู้เขียน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพิศ สุขแสน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 8 สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์ เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง " เทคนิคการวางแผนและ การประเมินผล" แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2545

CIPP Model : รูปแบบการประเมินผลโครงการ

บทนำ

ในการดำเนินงานตามโครงการหรือการบริหารโครงการไม่ว่าจะเป็นโครงการของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนก็ตาม จะต้องมีการวางแผนโครงการโดยกำหนดเป็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายไว้เพื่อคาดหวังผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เมื่อวางแผนโครงการและมีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ตลอดจนการออกแบบโครงการเป็นอย่างดีแล้ว ผู้ที่มีอำนาจก็จะทำการคัดเลือกโครงการและอนุมัติโครงการต่อไป ต่อจากนั้นก็จะมีองค์การนำโครงการไปปฏิบัติ หรือที่เราเรียกว่า “การบริหารโครงการ” (Project Management)

บุคคลทั่วไปมักจะคุ้นเคยกับคำกล่าวที่ว่า “ถ้าการวางแผนโครงการดีก็เท่ากับงานสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” แต่ในความเป็นจริงแล้วการวางแผนโครงการที่ดีแค่จะช่วยเพิ่มโอกาสสำหรับความสำเร็จเท่านั้น แต่ก็มิใช่เป็นหลักประกันความสำเร็จของนโยบาย/แผนงาน/โครงการสาธารณะทั้งหมด ทั้งนี้เพราะความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบาย/แผนงาน โครงการต่าง ๆ จะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกมาก โดยเฉพาะกระบวนการบริหารโครงการและการประเมินผลโครงการ ถ้าจะกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการวางแผน( Planning ) เป็นเรื่องของ “การคิด” การดำเนินการหรือการบริหาร( Implementation / Operation ) เป็นเรื่องของ “การทำ” ส่วนการประเมินผล( Evaluation )ก็คือ “การเทียบ” ระหว่างการคิดกับการกระทำนั่นเอง
การประเมินผลจึงเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะทำให้ทราบว่า การปฏิบัติงานตามโครงการนั้นบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ เพียงใด มีการเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่คิดไว้หรือไม่ ถ้าเบี่ยงเบนจะได้หาวิธี
ปรับปรุงแก้ไขความคาดหวังกับการปฏิบัติจริงนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันให้ได้ โดยเฉพาะในปัจจุบัน
การบริหารการพัฒนาประเทศมิได้ประเมินเฉพาะผลสำเร็จของโครงการจากผลผลิต (Output) ที่ได้จาก
การดำเนินโครงการเท่านั้น แต่ความสำเร็จของโครงการจะต้องพิจารณาทั้งผลผลิต (Output) ผลลัพธ์
(Outcome) และผลกระทบ (Impact) ด้วย ซึ่งเราเรียกว่า “การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์” (Result Base
Management) ดังนั้นการที่จะทราบถึงผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ ได้นั้น จำเป็นจะต้องอาศัย
กระบวนการติดตามและประเมินผลที่เป็นระบบ

ความหมายของการประเมินผลโครงการ

“ การประเมินผลโครงการ” หมายถึง กระบวนการที่มุ่งแสวงหาคำตอบว่านโยบาย/แผนงาน/
โครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ เพียงใด โดยมีมาตรฐานและเครื่อง
มือในการวัดที่แม่นตรงและเชื่อถือได้ ” การประเมินผลจึงคล้ายกับการหาใครสักคนหนึ่งเอากระจกมา
ส่องให้เราเห็นหน้าตาตัวเองว่า สวยงามดีแล้วหรือยัง มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง จะได้ปรับปรุงแก้ไขตนเอง
จุดมุ่งหมายของการประเมินผลโครงการ
มักจะมีคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า “ประเมินผลเพื่ออะไร” หรือ “ประเมินผลไปทำไม” ปฏิบัติงาน
ตามโครงการแล้วไม่มีการประเมินผลไม่ได้หรือ ตอบได้เลยว่าการบริหารแนวใหม่หรือการบริหารใน
ระบบเปิด (Open System) นั้นถือว่าการประเมินผลเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากซึ่งจุดมุ่งหมายของการ
ประเมินผลโครงการมีดังนี้

1. เพื่อสนับสนุนหรือยกเลิก การประเมินผลจะเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจว่าควรจะยกเลิก
โครงการหรือสนับสนุนให้มีการขยายผลต่อไป โดยเฉพาะการมีโครงการใหม่ ๆ ยังมิได้จัดทำในรูปของ
โครงการทดลอง (Experimental) ซึ่งมีโอกาสจะผิดพลาดหรือล้มเหลวได้ง่าย ความล้มเหลวของโครงการจึงมิใช่ความล้มเหลวของผู้บริหารเสมอไป ดังนั้นถ้าเราประเมินผลแล้วโครงการนั้นสำเร็จตามที่กำหนด
วัตถุประสงค์และเป้าหมายไว้ก็ควรดำเนินการต่อไป แต่ถ้าประเมินผลแล้วโครงการนั้นมีปัญหา หรือมี
ผลกระทบเชิงลบมากกว่า เราก็ควรยกเลิกไป

2. เพื่อทราบถึงความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานตามโครงการ ว่าเป็นไปตามที่กำหนด
วัตถุประสงค์และเป้าหมาย หรือกฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้เพียงใด

3. เพื่อปรับปรุงงาน ถ้าเรานำโครงการไปปฏิบัติแล้ว พบว่าบางโครงการไม่ได้เสียทั้งหมด
แต่ก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ทุกข้อ เราควรนำโครงการนั้นมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น โดย
พิจารณาว่าโครงการนั้นบกพร่องในเรื่องใด เช่น ขาดความร่วมมือของประชาชน ขัดต่อค่านิยมของ
ประชาชน ขาดการประชาสัมพันธ์ หรือสมรรถนะขององค์การที่รับผิดชอบต่ำ เมื่อเราทราบผลของ
การประเมินผล เราก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ตรงประเด็น

4. เพื่อศึกษาทางเลือก (Alternative) โดยปกติในการนำโครงการไปปฏิบัตินั้น ผู้บริหารโครง
การจะพยายามแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุด จากทางเลือกอย่างน้อย 2 ทางเลือก ดังนั้นการประเมินผล
จะเป็นการเปรียบเทียบทางเลือก ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทางเลือกใดปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงให้
น้อยลง

5. เพื่อขยายผล ในการนำโครงการไปปฏิบัติ ถ้าเราไม่มีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อ
เนื่อง เราอาจจะไม่ทราบถึงความสำเร็จของโครงการ แต่ถ้าเราประเมินผลโครงการเป็นระยะ สม่ำเสมอ
ผลปรากฏว่าโครงการนั้นบรรลุผลสำเร็จตามที่กำหนดวัตถุประสงค์ เราก็ควรจะขยายผลโครงการนั้นต่อไป แต่การขยายผลนั้นมิได้หมายความว่าจะขยายไปได้ทุกพื้นที่ การขยายผลต้องคำนึงถึงมิติของ
ประชากร เวลา สถานที่ สถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โครงการปลูกพืชเมืองหนาวจะประสบความสำเร็จดีใน
พื้นที่ภาคเหนือ แต่ถ้าขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นอาจจะไม่ได้ผลดีเสมอไป เพราะต้องคำนึงถึงลักษณะ
ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ เชื้อชาติ ค่านิยม ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ สิ่งที่นำไปในพื้นที่หนึ่งอาจ
ได้ผลดี แต่นำไปขยายผลในพื้นที่หนึ่งอาจไม่ได้ผล หรือ สิ่งที่เคยทำได้ผลดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะไม่
ได้ผลดีในอีกช่วงเวลาหนึ่ง

รูปแบบการประเมินผลแบบ CIPP !

คำว่า “รูปแบบ” หรือแบบจำลอง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Model” ซึ่งหมายถึง วิธีการที่บุคคล
ใดบุคคลหนึ่งได้ถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ ตลอดจนจินตนาการที่มีต่อปรากฎการณ์หรือเรื่องราว
ใด ๆ ให้ปรากฏโดยใช้การสื่อสารในลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาพวาด ภาพเหมือน แผนภูมิ แผนผัง ฯลฯ
เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย และสามารถนำเสนอเรื่องราวได้อย่างมีระบบ ( เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี. 2542 :
27 ) ในการประเมินผลโครงการนั้นมีแนวคิดและโมเดลหลายอย่าง แต่ในที่นี้ใคร่ขอเสนอแนวคิดและ
โมเดลการประเมินแบบซิป หรือ “CIPP Model” ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) เพราะเป็นโมเดลที่ได้
รับการยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน

แนวคิดของสตัฟเฟิลบีม เน้นการแบ่งแยกบทบาทของการทำงานระหว่างฝ่ายประเมินกับฝ่าย
บริหารออกจากกันอย่างเด่นชัด กล่าวคือฝ่ายประเมินมีหน้าที่ระบุ จัดหา และนำเสนอสารสนเทศให้กับ
ฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายบริหารมีหน้าที่เรียกหาข้อมูล และนำผลการประเมินที่ได้ไปใช้ประกอบการตัดสิน
ใจ เพื่อดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เพื่อป้องกันการมีอคติในการประเมิน
ประเด็นการประเมินตามรูปแบบ CIPP Model

สตัฟเฟิลบีม ได้กำหนดประเด็นการประเมินออกเป็น 4 ประเภท ตามอักษรภาษาอังกฤษตัวแรก
ของ “CIPP Model” ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1.  การประเมินสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation : C)
เป็นการประเมินก่อนการดำเนินการโครงการ เพื่อพิจารณาหลักการและเหตุผล ความ
จำเป็นที่ต้องดำเนินโครงการ ประเด็นปัญหา และความเหมาะสมของเป้าหมายโครงการ เช่น โครงการ
อาหารเสริมแก่เด็กวัยก่อนเรียน เราจะต้องวัดส่วนสูง และชั่งน้ำหนัก ตลอดจน ดู หิด เหา กลาก
เกลื้อน ของเด็กก่อน

2.  การประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation : I )
เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของโครงการ ความเหมาะสม และความ
พอเพียงของทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ เช่น งบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์
เวลา ฯลฯ รวมทั้งเทคโนโลยีและแผนการดำเนินงาน

3.  การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P )
เป็นการประเมินเพื่อหาข้อบกพร่องของการดำเนินโครงการ ที่จะใช้เป็นข้อมูลในการ
พัฒนา แก้ไข ปรับปรุง ให้การดำเนินการช่วงต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการตรวจสอบ
กิจกรรม เวลา ทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ ภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการ
โดยมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกขั้นตอน การประเมินกระบวนการนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ
การค้นหาจุดเด่น หรือจุดแข็ง (Strengths) และจุดด้อย (Weakness) ของนโยบาย / แผนงาน/โครงการ
ซึ่งมักจะไม่สามารถศึกษาได้ภายหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้ว

4.  การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P )
เป็นการประเมินเพื่อเปรียบเทียบผลผลิตที่เกิดขี้นกับวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือ
มาตรฐานที่กำหนดไว้ รวมทั้งการพิจารณาในประเด็นของการยุบ เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการ
แต่การประเมินผลแบบนี้มิได้ให้ความสนใจต่อเรื่องผลกระทบ (Impact) และผลลัพธ์ ( Outcomes )ของ
นโยบาย / แผนงาน / โครงการเท่าที่ควร

นอกจากนี้ สตัฟเฟิลบีมได้นำเสนอประเภทของการตัดสินใจที่สอดคล้องกับประเด็นที่ประเมิน
ดังนี้

1. การตัดสินใจเพื่อการวางแผน (Planning Decisions) เป็นการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลจากการ
ประเมินสภาพแวดล้อมที่ได้นำไปใช้ในการกำหนดจุดประสงค์ของโครงการ ให้สอดคล้องกับแผนการ
ดำเนินงาน
2. การตัดสินใจเพื่อกำหนดโครงสร้างของโครงการ (Structuring Decisions) เป็นการตัดสินใจ
ที่ใช้ข้อมูลจากปัจจัยนำเข้าที่ได้นำไปใช้ในการกำหนดโครงสร้างของแผนงาน และขั้นตอนของการดำเนิน
การของโครงการ
3. การตัดสินใจเพื่อนำโครงการไปปฏิบัติ (Implementation Decisions) เป็นการตัดสินใจที่ใช้
ข้อมูลจากการประเมินกระบวนการ เพื่อพิจารณาควบคุมการดำเนินการให้เป็นไปตามแผน และ
ปรับปรุงแก้ไขการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
4. การตัดสินใจเพื่อทบทวนโครงการ (Recycling Decisions) เช่น การตัดสินใจเพื่อใช้ข้อมูล
จากการประเมินผลผลิต ( Output ) ที่เกิดขึ้น เพื่อพิจารณาการยุติ / ล้มเลิก หรือขยายโครงการที่จะนำไป
ใช้ในโอกาสต่อไป
5.จากข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นการประเมินแบบ CIPP ทั้ง 4 ประการและประเภทของการ
ตัดสินใจดังกล่าวข้างต้น พอจะสรุปความสัมพันธ์ระหว่างประเภทของการประเมินกับการตัดสินใจ
ดังแผนภูมิที่ 1
          ประเภทการประเมิน                                                 ประเภทการตัดสินใจ
      การประเมินสภาวะแวดล้อม                                       การตัดสินใจเพื่อการวางแผน
         (Context Evaluation)                                                          (Planning Decisions)
                                                             ------>                                                                           
     การประเมินปัจจัยเบื้องต้น/ตัวป้อน                         การตัดสินใจเพื่อกำหนดโครงสร้าง
         (Input Evaluation)                                                              (Structuring Decisions)
                                                              ----->                                                                            
         การประเมินกระบวนการ                                     การตัดสินใจเพื่อนำโครงการไปปฏิบัติ
           (Process Evaluation)                                                   (Implementating Decisions)
                                                               ----->                                                                           
         การประเมินผลผลิต                                               การตัดสินใจเพื่อทบทวนโครงการ
        (Product Evaluation)                                                          (Recycling Decisions)
                                                              ----->                                                                             

แผนภูมิที่1 : ความสัมพันธ์ของการตัดสินใจ และประเภทของการประเมินแบบ CIPP Model
เกณฑ์และตัวชี้วัดความสำเร็จ

การประเมินผลโครงการนั้นต้องมีเกณฑ์และตัวชี้วัด (Indicator) ระดับความสำเร็จของโครงการ
ให้ทราบ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลโครงการ( วรเดช จันทรศร และไพโรจน์ ภัทร
นรากุล. 2541 : 44 ) มีดังนี้

           1.  เกณฑ์ประสิทธิภาพ (Efficiency) มีตัวชี้วัด เช่น สัดส่วนของผลผลิตต่อค่าใช้จ่าย ผลิตภาพต่อหน่วยเวลา ผลิตภาพต่อกำลังคน ระยะเวลาในการให้บริการผู้ป่วย
           2.  เกณฑ์ประสิทธิผล (Effectiveness) มีตัวชี้วัดเช่น ระดับการบรรลุเป้าหมาย ระดับการบรรลุตามเกณฑ์มาตรฐาน ระดับการมีส่วนร่วม ระดับความเสี่ยงของโครงการ
           3.  เกณฑ์ความพอเพียง (Adequacy) มีตัวชี้วัด เช่น ระดับความพอเพียงของทรัพยากร
           4.  เกณฑ์ความพึงพอใจ (Satisfaction) มีตัวชี้วัด เช่น ระดับความพึงพอใจ
           5.  เกณฑ์ความเป็นธรรม (Equity) มีตัวชี้วัดคือ การให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาส ความเป็นธรรมระหว่างเพศ ระหว่างกลุ่มอาชีพ ฯลฯ
           6.  เกณฑ์ความก้าวหน้า (Progress) มีตัวชี้วัด เช่น ผลผลิตเปรียบเทียบกับเป้าหมายรวมกิจกรรมที่ทำแล้วเสร็จ ทรัพยากร และเวลาที่ใช้ไป
          7.  เกณฑ์ความยั่งยืน ( Sustainability ) ตัวชี้วัด เช่น ความอยู่รอดของโครงการด้านเศรษฐกิจสมรรถนะด้านสถาบัน ความเป็นไปได้ในด้านการขยายผลของโครงการ
          8.  เกณฑ์ความเสียหายของโครงการ ( Externalities ) มีตัวชี้วัด เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรม เป็นต้น

สำหรับตัวชี้วัด (Indicators) ความสำเร็จของโครงการนั้น หมายถึงข้อความที่แสดงหรือระบุ
ประเด็นที่ต้องการจะวัดหรือประเมิน หรือตัวแปรที่ต้องการจะศึกษา โดยจะมีการระบุลักษณะที่
ค่อนข้างเป็นรูปธรรม ทั้งส่วนที่มีลักษณะเชิงปริมาณ และส่วนที่แสดงลักษณะเชิงคุณภาพ

หลักการสร้างตัวชี้วัดที่ดี

ในการสร้างตัวชี้วัดที่ดี จำเป็นจะต้องมีหลักการที่ใช้เป็นเป้าหมายในการดำเนินการดังนี้

1.  เลือกใช้ / สร้างตัวชี้วัดที่เป็นตัวแทนที่สำคัญเท่านั้น
2.  คำอธิบาย หรือการกำหนดตัวชี้วัดควรเป็นวลีที่มีความชัดเจน
3.  ตัวชี้วัดอาจจะกำหนดได้ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพก็ได้
4.  ควรนำจุดประสงค์ของโครงการ หรือประเด็นการประเมินมากำหนดตัวชี้วัด
5.  การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวชี้วัดควรรวบรวมข้อมูลทั้งจากแหล่งปฐมภูมิ และทุติยภูมิ

ยกตัวอย่างการจำแนกประเภทของตัวชี้วัดตามลักษณะของสิ่งที่ได้รับการประเมิน เช่น

ตัวชี้วัดด้านบริบท ( Context ) : ตัวชี้วัดสามารพิจารณาได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.  สภาวะแวดล้อมของ ก่อนมีโครงการ (ปัญหาวิกฤต)
2.  ความจำเป็น หรือความต้องการขณะนั้น และอนาคต
3.  ความเข้าใจร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
ตัวชี้วัดด้านปัจจัยนำเข้า ( Input ) : ตัวชี้วัดสามารถพิจารณาได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.  ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ของโครงการ
2.  ความพร้อมของทรัพยากร เช่น งบประมาณ คน วัสดุอุปกรณ์ เวลา กฎระเบียบ
3.  ความเหมาะสมของขั้นตอนระหว่างปัญหา สาเหตุของปัญหา และกิจกรรม

ตัวชี้วัดด้านกระบวนการ ( Process ) : ตัวชี้วัดสามารถพิจารณาได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.  การตรวจสอบกิจกรรม เวลา และทรัพยากรของโครงการ
2.  ความยอมรับของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการในพื้นที่
3.  การมีส่วนร่วมของประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
4.  ภาวะผู้นำในโครงการ

ตัวชี้วัดด้านผลผลิต ( Product ) : ตัวชี้วัดสามารถพิจารณาได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.  อัตราการมีงานทำของประชาชนที่ยากจน
2.  รายได้ของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ
3.  ความพึงพอใจของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ
ตัวชี้วัดด้านผลลัพธ์ ( Outcomes ) : ตัวชี้วัดสามารถพิจารณาได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.  คุณภาพชีวิตของตนเอง และครอบครัวตามเกณฑ์มาตรฐาน
2.  การไม่อพยพย้ายถิ่น
3.  การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน

ตัวชี้วัดด้านผลกระทบ( Impact ) : ตัวชี้วัดสามารถพิจารณาได้จากสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.  ผลกระทบทางบวก / เป็นผลที่คาดหวังจากการมีโครงการ
2.  ผลกระทบทางลบ / เป็นผลที่ไม่คาดหวังจากโครงการ

เกณฑ์ และตัวชี้วัดดังกล่าวนี้ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลโครงการได้ดี ซึ่งจะ
ครอบคลุม มิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ด้านบริหารจัดการ ด้านทรัพยากร และด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
นอกจากนั้นยังสามารถวัดถึงความสำเร็จ และความล้มเหลวของโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐได้ ซึ่งใน
ทางปฏิบัตินักประเมินผล จะต้องนำเกณฑ์ และตัวชี้วัดดังกล่าวมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะ และ
บริบทของโครงการด้วย

หนังสืออ้างอิง
เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี. ( 2542 ). การประเมินโครงการแนวคิดและการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ :จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
วรเดช จันทรศร และไพโรจน์ ภัทรนรากุล. ( 2541). การประเมินผลระบบเปิด. กรุงเทพฯ : สมาคม
รัฐประศาสนศาสตร์.
สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ. ( 2545). ชุดวิชาการประเมินเพื่อการพัฒนา. กรุงเทพฯ : สำนักมาตรฐาน
การศึกษา.